หน้าเว็บ

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

แบบฝึกหัด


แบบฝึกหัด:เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย











การประเมินอีพอร์ตฟอร์ลิโอ

 การประเมินอีพอร์ตฟอร์ลิโอ

ของนางสาวสิริวิมล สอนงาม รหัสนักศึกษา 66121860118
โดยการเชิญผู้อ่านให้เข้าชม BLOG จากนั้นทำแบบประเมินจากลิงค์ด้านล่าง

https://forms.gle/RAB6eR9ux5Byrs2y9


แผนภูมิคำตอบแบบฟอร์ม ชื่อคำถาม: คำถามประเมินBLOG จำนวนคำตอบ:



สรุปรายงานผลการประเมิน

รายวิชาการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

    จากการประเมินของผู้ตอบแบบประเมิน พบว่า BLOG มีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ผู้ประเมินเห็นว่าเนื้อหามีความครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกับรายวิชา การใช้ภาษามีความเหมาะสม เข้าใจง่าย และมีการจัดเรียงเนื้อหาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามและทำความเข้าใจได้สะดวก นอกจากนี้ การอธิบายผลงานแต่ละชิ้นมีความชัดเจน แสดงถึงความตั้งใจและความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี

    มีข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การปรับรูปแบบการนำเสนอให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น การเพิ่มภาพประกอบหรือสื่อเสริมในบางส่วน และการเรียบเรียงเนื้อหาให้กระชับขึ้นในบางหัวข้อ เพื่อให้ผลงานมีความสมบูรณ์และดึงดูดความสนใจของผู้อ่านมากยิ่งขึ้น




วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บันทึกประจำวัน

บันทึกประจำวัน


วันที่ 19 ธันวาคม 2568
สถานที่ฝึกประสบการณ์ โรงเรียนหนองโตง "สุรวิทยาคม"


บันทึกสะท้อนคิดการจัดการเรียนการสอน
ชื่อกิจกรรม กระปุกออมสินจากขวดพลาสติก
  การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยเน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านการประดิษฐ์กระปุกออมสินจากขวดพลาสติกเหลือใช้ ซึ่งเป็นการบูรณาการการเรียนรู้ด้านศิลปะเข้ากับการปลูกฝังคุณลักษณะนิสัยที่ดีเรื่องการออม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

    ในขั้นนำเข้าสู่กิจกรรม ครูได้สนทนากับเด็กเกี่ยวกับความหมายของการออมเงิน ประโยชน์ของการออม และตัวอย่างกระปุกออมสินรูปแบบต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจและเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของเด็ก จากนั้นครูสาธิตขั้นตอนการทำอย่างช้า ๆ พร้อมอธิบายวิธีการใช้อุปกรณ์อย่างปลอดภัย เช่น การใช้กรรไกร การเจาะช่องหยอดเหรียญ และการติดกาว เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง

    ระหว่างการทำกิจกรรม เด็กส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้น สนใจ และตั้งใจทำผลงานของตนเองอย่างเต็มที่ เด็กได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กจากการตัด ติด ระบายสี และตกแต่งชิ้นงานตามจินตนาการ ส่งผลให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง นอกจากนี้ เด็กยังได้ฝึกทักษะทางสังคม เช่น การรอคอย การแบ่งปันอุปกรณ์ และการช่วยเหลือเพื่อนในบางขั้นตอน

    และพบว่าเด็กบางคนยังขาดความคล่องแคล่วในการใช้กรรไกรและการประกอบชิ้นงาน ทำให้ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ครูจึงเข้าไปให้คำแนะนำเป็นรายบุคคล พร้อมทั้งให้กำลังใจเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ นอกจากนี้ ในบางช่วงเวลาอุปกรณ์ไม่เพียงพอ ทำให้เด็กต้องรอคิว ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของกิจกรรม

    จากการสะท้อนคิดหลังการจัดกิจกรรม เห็นได้ว่ากิจกรรมนี้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ได้พัฒนาทักษะหลายด้านควบคู่กัน และเข้าใจแนวคิดเรื่องการออมในระดับพื้นฐาน อีกทั้งยังสร้างเจตคติที่ดีต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ในการจัดกิจกรรมครั้งต่อไป ควรเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอ จัดพื้นที่ทำงานให้เหมาะสมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจปรับระดับความยากง่ายของขั้นตอนให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็กแต่ละคน

รูปภาพประกอบ









 

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/16L9TSKW85huWkpeISEbDNTZ89R3tbbSo/view?usp=sharing 





การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ

 การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / มาตราส่วนประมาณค่า / แบบสำรวจรายการ(Checklists)

    การใช้แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการประเมินพัฒนาการเด็กที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กได้อย่างชัดเจน โดยครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินก่อนว่า ต้องการประเมินพัฒนาการด้านใด จากนั้นจึงสร้างแบบประเมินโดยอ้างอิงตามพัฒนาการของเด็กเป็นหลัก การใช้แบบสำรวจรายการจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ




ข้อดีของการใช้ Checklists
- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล                                                      
- สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
- สามารถติดตามความก้าวหน้า                                                                                                  -พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists

- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
- ต้องทบทวน สะท้อนความคิด
- วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้

การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาโดยใช้ ‘‘แบบประเมินพัฒนาการ" 



การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

 การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

     การสัมภาษณ์เป็นวิธีการประเมินที่เปิดโอกาสให้ครูได้สอบถามหรือสนทนากับเด็กอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยมีการบันทึกข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะช่วยสะท้อนความรู้สึก ความคิด ทัศนคติ และการรับรู้ของเด็ก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ครูทำหน้าที่เฝ้าดูพฤติกรรม การแสดงออก และการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กในขณะทำกิจกรรมหรือเล่นตามธรรมชาติ โดยบันทึกข้อมูลจากสิ่งที่เห็นและได้ยินอย่างเป็นกลาง เพื่อใช้ในการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา

หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต

2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต

3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพักสลับช่วงเวลา

4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน

2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้

3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่ง

ให้ละเอียดมากขึ้น

5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา

6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง

7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก 

การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ

1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง

2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต

1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน

2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ

3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ

4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง

5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ

ข้อจำกัดของการสังเกต

1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้

2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม

3. ระยะเวลาและจ านวนครั้งในการสังเกต

4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม



การเก็บข้อมูลเด็กที่เป็นกรณีศึกษา















รายงานการฝึกปฏิบัติการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับปฐมวัย

 

รายงานการฝึกปฏิบัติการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับปฐมวัย

https://drive.google.com/drive/folders/1_EpIJA9SLOR5x1_52eSPQR4MFKlhzVuy?usp=sharing

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การสัมภาษณ์

  การสัมภาษณ์ (Interview)


        การสัมภาษณ์เป็นวิธีการประเมินที่เปิดโอกาสให้ครูได้สอบถามหรือสนทนากับเด็กอย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยมีการบันทึกข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะช่วยสะท้อนความรู้สึก ความคิด ทัศนคติ และการรับรู้ของเด็ก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

การสัมภาษณ์(Interview) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง


2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือแบบไม่เป็นทางการ

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง


3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง


หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ

การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิค "การสัมภาษณ์"










การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

    การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

    สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย(Documentation for Young Children) หมายถึง การจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให ้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู ้ของเด็กปฐมวัย จากการทำกจิกรรมทั้ง รายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่ง หลักฐานและขอ้มูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสทิธภิาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

สารนิทัศน์สำคัญ อย่างไร?

การจัดทำสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทำข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือแสดงให ้เห็นร่องรอยของ การเจรญิเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทำกิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่ง หลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆจะเป็นข้อมูลอธิบายภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และสติปัญญา สารนิทัศนเ์ป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การ จัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได ้แก่

พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทำกจิกรรม มีการใช้แบบบันทึก บันทกึ เสียง แถบบันทึกภาพแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในงานที่เด็กทำ เป็นตน้ 

การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได ้รับ เช่น การสอนแบบโครงการ (Project Approach) สามารถให ้สารนิทัศน์เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การเรียนรู ้ของเด็กและการสะท้อน ตนเองของครู

ครูจัดทำสารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย อย่างไร?

- เตรียมสื่อวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ให้เหมาะสมกับข้อมูลที่ต้องการเก็บ วางแผน การเลือกและการการจัดการกับวัสดุ สื่อที่เหมาะสมกับข้อมูลที่จะเก็บตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ได้แก่ ข้อมูลที่ต้องได้จากการสังเกต เช่น กระดาษ การ์ดขนาดเล็ก ดินสอ ปากกา กล้อง  แถบบันทึกเสียง

- ศึกษาหลักสูตรเป้าหมายการพัฒนาเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ครูทราบว่าควรเก็บข้อมูลปรพเภทใด ลักษณะใดจึงจะทำให้เห็นพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

- วางแผนการจัดทำ เลือกวิธีเก็บข้อมูล 

- ตั้งเป้าหมายการจัดทำ

- จัดแสดงข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก โดยพิจรณาว่าข้อมูลใดควรนำมาแลกเปลี่ยนและนำมาจัดแสดงให้เห็นพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้ังให้เด็กมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานของตน


สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย (Documentation for Young Children) 

ผู้เขียน: อาจารย์นติธิร ปิลวาสน์   ศึกษานิเทศก์  http://taamkru.com/th/สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย/ 

กระปุกออมสินจากขวดพลาสติก

การใช้สารนิทัศน์ประเมินพัฒนาการเด็ก

การประเมินพัฒนาการจากกิจกรรมพิจารณาได้ 4 ด้าน ดังนี้

1. ด้านร่างกาย

เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กจากการตัด ปะ ติด  แสดงถึงความแข็งแรงและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา

2. ด้านอารมณ์–จิตใจ

เด็กแสดงความตั้งใจ ความอดทน และความภาคภูมิใจเมื่อทำงานสำเร็จ

3. ด้านสังคม

เด็กเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การแบ่งปันอุปกรณ์ และการรอคอย

4. ด้านสติปัญญา

เด็กได้คิดออกแบบ แก้ปัญหา และเข้าใจแนวคิดเรื่องการออมเงินและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า



การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก


การบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)


การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือพฤติกรรมสำคัญของเด็กในรูปแบบเรื่องสั้น จากการสังเกตพฤติกรรมจริงของเด็ก เหตุการณ์ที่บันทึกควรเป็นเหตุการณ์ที่มีความหมายและสะท้อนพัฒนาการของเด็ก เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินและติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกที่เกี่ยวกับตัวเด็ก


การประเมิน สรุป และให้ข้อเสนอแนะ บันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก บันทึกคำพูด
1. ความจำกัดทางด้านจำนวนคำศัพท์ การออกเสียงต่างๆปัญหาในการออกเสียง การเสนอแนวทางแก้ไข
2. ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเห็น
3. การบรรยายความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่างๆ และบุคคลต่างๆ เช่น ความรู้สึก รัก ชอบ โกรธ เกลียดภาคภูมิใจ
4. ความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ และ ความประทับใจ
ในบทเรียนหรือเรื่องราวต่างๆ

เก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิควิธี ''การบันทึกคำพูดเด็ก''



การใช้แบบทดสอบ

 การใช้แบบทดสอบ

    การใช้แบบทดสอบ การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้เช่น  สามารถตอบคำถามของครูได้

สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลำพอง, 2525)


การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

- เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง

- ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร


ประเภทของแบบทดสอบ

แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made)

มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดย ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ

2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ

แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

- ดวงเดือน ศาสตรภัทร (อ้างถึงใน นภเนตร ธรรมบวร, 2540)

การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด

2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน

4. สร้างแบบทดสอบ (ดวงเดือน ศาสตรภัทร, 2537)


ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ

- (สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึงความสามารถด้านภาษานิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้

บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้

- เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป


ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก :

▪ แบบทดสอบเชาว์ปัญญา

▪ แบบทดสอบความพร้อม

▪ แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ

▪ แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนาการ


ตัวอย่างแบบทดสอบเชาว์ปัญญา



การใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก

การใช้แฟ้มสะสมผลงานเด็ก 

แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้ม ผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทําอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสําเร็จของตนเอง

แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทําอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ความพยายามความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้

2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก

3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก

4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ

5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม

6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่

8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก

1. ผลงานเด็กจําเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

2. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน

3. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด

ประโยชน์ของแฟ้มสะสมผลงานเด็ก

สำหรับเด็ก

    แฟ้มสะสมผลงานช่วยให้เด็กเห็นพัฒนาการของตนเองอย่างชัดเจนจากผลงานที่ทำในช่วงเวลาต่าง ๆ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จของตนเอง มีแรงจูงใจในการเรียนรู้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะการคิด การประเมินตนเอง ความรับผิดชอบ และความมีระเบียบในการจัดเก็บผลงาน

สำหรับครู

    ครูใช้แฟ้มสะสมผลงานเป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินพัฒนาการของเด็กเป็นรายบุคคล ช่วยให้เห็นจุดเด่นและจุดที่ควรพัฒนา เพื่อนำไปปรับปรุงและวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน


สำหรับครอบครัว

    ผู้ปกครองสามารถเห็นความก้าวหน้าและความสามารถของบุตรหลานผ่านผลงานจริง ทำให้เข้าใจพัฒนาการของเด็กได้ชัดเจนขึ้น และสามารถให้การส่งเสริม สนับสนุน หรือช่วยเหลือได้ตรงจุด นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน





แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด:เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย